คนเป็นโค้ช...ทำอะไรบ้างเวลาโค้ชลูกค้า

b06
เวลาโค้ชลูกค้า คนเป็นโค้ชทำอะไรบ้างหรอ…

เกิดข่าวดราม่าบ่อยครั้งที่ไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับอาชีพ “ไลฟ์โค้ช”

อาชีพ “ไลฟ์โค้ช” คืออะไรกันแน่

วันนี้จะไขประเด็นเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาชีพนี้ ว่าเราไม่ได้มีหน้าที่สั่งสอนลูกค้า ไม่ได้มีหน้าที่บอกให้คนใช้ชีวิตยังไง ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องชีวิตคนอื่น

การเป็นโค้ช ไม่ว่าจะเป็น Executive Coach (โค้ชผู้บริหาร) Relationship Coach (โค้ชด้านความรักความสัมพันธ์) Life Coach (โค้ชชีวิต หรือการโค้ชเกี่ยวกับชีวิตหลายๆด้านของลูกค้า) Business Coach (โค้ชด้านการสร้างธุรกิจ) Parenting Coach (โค้ชพ่อแม่) จริงๆ ล้วนทำหน้าที่เดียวกันทั้งนั้นคือ ช่วยดึงเอาศักยภาพของคนที่มีอยู่แล้วออกมาให้มากที่สุด ช่วยๆให้ลูกค้าที่มาโค้ชกับเรา สามารถที่จะใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ทั้งชีวิตการงาน ธุรกิจ และชีวิตส่วนตัว

เล่าให้ฟังแบบนี้ ถ้าหากว่าใครที่ไม่เคยสัมผัสกับการโค้ช…แน่นอนว่า คงจะงงๆและอาจจะคิดว่ามันดูฟุ้งๆ…

…ทำยังไงหรอ ที่ว่าดึงเอาศักยภาพคนออกมาเนี่ยะ …การที่ได้มาคุยกับโค้ชมันทำให้เค้าเปลี่ยนชีวิตได้ยังไง… ทำไมคนถึงจ้างโค้ชราคาแพงๆ แค่มาคุยแป๊บๆ บางคนจ้างชั่วโมงละเป็นหมื่นๆ

คำถามเหล่านี้คือคำถามที่มีคนรู้จักถามเยอะมาก ตลอดเวลาที่ทำอาชีพโค้ชมา

วันนี้เลยจะมาเล่าให้ฟังแบบง่ายๆค่ะว่าการโค้ช มันทำยังไง มีขั้นตอนอะไรยังไงบ้าง โดยไม่พูดรายละเอียดที่ดูวิชาการมากไปนัก เพื่อให้ทุกคนที่ยังไม่เคยมีโค้ช หรือสัมผัสกับการโค้ช จะได้เข้าใจมากขึ้น ซึ่งโค้ชแต่ละคนก็อาจจะมีวิธีการแตกต่างกันไป ตามสไตล์และเทคนิคที่ใช้ในการโค้ช

เอาเป็นว่า วันนี้นิดาจะมาแชร์กระบวนการขั้นตอนที่นิดาใช้แล้วกันนะคะ…

ก่อนอื่นเลย ก่อนรับลูกค้ามาเป็นลูกค้าการโค้ช เราจะต้องมีการนัดพูดคุยกันก่อน เพื่อทำความรู้จัก และดูว่า ต่างคนต่างถูกเคมี ชอบสไตล์กันและกันหรือเปล่า รวมทั้งจะมีการคุยกันถึงสิ่งต่างๆที่ลูกค้าต้องการสัมฤทธิ์ผล ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายด้านการงาน การเงิน ธุรกิจ ความรัก ครอบครัว และอื่นๆอีกมากมาย

จะมีการอธิบายให้ลูกค้าฟังว่าการโค้ช ไม่ใช่การให้คำปรึกษา จะไม่มีการบอกหรือแนะนำลูกค้าว่าให้ทำอะไร ไม่หรือทำอะไร จะไม่ตัดสินใจอะไรเกี่ยวกับชีวิตให้กับลูกค้าทั้งสิ้น และผลลัพธ์ในชีวิตของลูกค้าขึ้นอยู่กับความทุ่มเท ตั้งใจ วินัยและลงมือทำของตัวลูกค้าเอง เพราะฉะนั้นเมื่อลูกค้าเกิดความสำเร็จต่างๆก็ย่อมเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากผลของการกระทำ เรียนรู้ และพัฒนาของตัวลูกค้าเอง ผลงานในฝั่งตัวโค้ช คือการใช้กระบวนการโค้ชและทักษะการโค้ชที่มีเท่านั้น

เมื่อตกลงรับผู้ที่สนใจโค้ชมาเป็นลูกค้าของเราแล้ว ก็จะมีการเซ็นสัญญาเสร็จสรรพเรียบร้อย ซึ่งสัญญานี้จะเป็นจำนวนครั้ง เช่น 12 ครั้ง หรือในกรณีของนิดาคือ รับลูกค้าโค้ชแบบ 6 เดือน หรือ 1 ปีเท่านั้น

หลังจากนั้น จะมีการให้ทำแบบประเมินไทพ์บุคลิกภาพ Enneagram และ MBTI แบบประเมิน 360 องศา และแบบประเมินอื่นๆที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์หรือลูกค้าแต่ละคน ขั้นตอนนี้คนเป็นโค้ชหยิบใช้เครื่องมือแบบประเมินมาเป็นตัวช่วยเพื่อใช้ในการโค้ช แต่โค้ชกำลังสวมหมวก consultant หรือที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแบบประเมินนั้นๆอยู่ หลังจากทำแบบประเมิน และคุยถึงผลของแบบประเมินต่างๆเรียบร้อยแล้ว…ทีนี้ถือว่าเริ่มเข้าสู่กระบวนการโค้ชจริงๆละ

ในการมาเจอกันในการโค้ชแต่ละครั้ง ซึ่งอาจจะยาวนานตั้งแต่ครั้งละ 30 นาทีถึงชั่วโมงครึ่ง (ส่วนตัวจะใช้เวลา 1-1.5 ชม.ต่อครั้ง) คนที่เป็นโค้ชจะใช้การฟังระดับลึก เพื่อฟังให้ได้ยินถึงหลายๆอย่างที่ลูกค้าอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับตัวเองหรือสถานการณ์ของตัวเอง เช่น

– สิ่งที่ตัวเองกลัว

– สิ่งที่เป็นความเชื่อที่ไม่จริง

– สิ่งที่เป็นความฝันและมีความสำคัญกับตัวเอง

ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมก็อย่าง เช่น

เชื่อว่าตัวเองไม่สามารถลาออกจากงานที่นี่ได้

เชื่อว่าถ้าขอเจ้านายเปลี่ยนตำแหน่งแล้ว เจ้านายต้องโกรธเกลียดแน่ๆเลย

เชื่อว่าการทำตามความฝันของตัวเองแล้วต้องล้มเหลว ทำไม่สำเร็จ

เชื่อว่าตัวเองไม่สามารถหาเงินได้เยอะๆ

เชื่อว่าตัวเองไม่สามารถที่จะมีแฟนที่ดีได้

เชื่อว่าตัวเองต้องทนอยู่กับสถานการณ์ที่เจออยู่ อย่างไม่มีทางเลือก

เชื่อว่าสิ่งที่ฝันเอาไว้ไม่สามารถทำได้จริง หรือไม่มีหนทางทำได้

เชื่อว่าสิ่งที่ต้องการเป็นเรื่องยาก

จะเห็นได้ว่า การโค้ช ทำงานเกี่ยวกับเรื่องของ “ความเชื่อ” “ความกลัว” และ “สิ่งที่ต้องการ” ในชีวิตเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถขยับจากจุดที่เค้าเป็นอยู่ตอนนี้ ไปยืนอยู่ในจุดที่เค้าอยากเป็น เช่น

จากการเป็น “พนักงานประจำ ทำงานที่ไม่ชอบ” ไปสู่ “เจ้าของธุรกิจที่รักในงานของตัวเอง”

จากการ “ติดแหงกอยู่ในความรักที่เป็นพิษ” ไปสู่ “การมีความรักที่เติมเต็ม”

จากการ “ทำงานงกๆ ไม่มีเวลาให้ครอบครัว หรืองานอดิเรกที่รัก” ไปสู่ “การจัดลำดับความสำคัญสิ่งต่างๆได้ มีเวลาว่างทำสิ่งที่อยากทำมากยิ่งขึ้น และมีชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบตัว”

จากการ “ตัดสินใจไม่ได้ มีความขัดแย้งในใจ ไม่รู้จะไปซ้ายดี หรือขวาดี” ไปสู่ “การมีความชัดเจนว่าจะตัดสินใจอย่างไรกับชีวิตดี”

จากการเป็น “ผู้นำทีม ผู้บริหารที่ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ค่อยได้” ไปสู่ “ผู้บริหาร ผู้นำที่ยอดเยี่ยม เป็นที่รักของคนในองค์กร และขับเคลื่อนทีม สร้างผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับองค์กรได้”

โดยกระบวนการโค้ชนี้ นอกจาก “การฟังเชิงลึก” แล้ว เราก็ยังมีการถามคำถามการโค้ช ซึ่งเป็นคำถามที่คนเราไม่ค่อยได้ถามกันในชีวิตประจำวันหรอก คำถาม เช่น

– ถ้าหากว่าอะไรก็เป็นไปได้ คุณอยากให้ชีวิตเป็นยังไง

– ถ้าเราตัดข้ออ้างต่างๆที่เรามีกับตัวเองออกไป ชีวิตเราจะต่างออกไปยังไง

– ระหว่างเรื่อง… กับเรื่อง… จริงๆ แล้วอะไรสำคัญมากกว่ากันในชีวิตของคุณ

– คิดจากมุมของวันสุดท้ายของชีวิตย้อนกลับมาวันนี้ คุณจะตัดสินใจแบบไหน

และส่วนสุดท้ายหลักๆคือ “การสะท้อนกลับ” การเป็นเหมือนกระจกเงา สะท้อนกลับสิ่งที่ลูกค้าได้บอกหรือเล่าให้คนที่เป็นโค้ชฟัง เราสะท้อนกลับอย่างมีวัตถุประสงค์ คือเพื่อให้ลูกค้าได้เรียนรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเองหรือสถานการณ์ของตัวเอง ตัวอย่างเช่น

ฟังดูเหมือนว่า คุณ…จะไม่กล้าลาออกไปทำตามความฝัน ไม่ใช่เพราะคนอื่นไม่สนับสนุน …แต่เพราะไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำได้

ซึ่งถ้าเราไม่สะท้อนให้ลูกค้าฟัง เค้าก็คงจะคิดไปตลอดว่า ที่เค้ายังไม่ลาออกไปทำธุรกิจที่ฝันไว้ ก็เพราะคนในครอบครัวห้ามไว้ หรือดูถูกเค้าไว้ เค้าก็จะใช้ชีวิตทั้งชีวิตโทษคนรอบตัวว่าเป็นสาเหตุที่เค้าไม่ได้ทำตามความฝันของตัวเอง

แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความจริงคือคนเราควบคุมชีวิตตัวเอง และควบคุมผลลัพธ์ในชีวิตตัวเองต่างหาก ไม่ใช่คนอื่น

การสะท้อนกลับนี้ จึงเป็นประโยชน์อย่างมากกับลูกค้า เพื่อให้เค้าได้เรียนรู้ และเติบโตจากความจริง แม้ว่าหลายๆครั้งความจริงนั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกอึดอัดใจที่ต้องยอมรับ แต่ความจริงนี้จะทำให้ลูกค้าได้พัฒนาเติบโต สร้างผลลัพธ์ในชีวิตแบบที่ต้องการได้ และเลิกยึดติดอยู่กับความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับตัวเอง

นอกจากนี้ผลลัพธ์ทางอ้อมที่สร้างผลลัพธ์ให้กับลูกค้าจากการมีโค้ช คือเรื่องของ accountability นั่นเอง accountability คือการรับผิดชอบกับหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง รับผิดชอบ 100% กับผลลัพธ์ในชีวิตของตนเอง รับผิดชอบกับสิ่งที่สัญญาไว้ว่าจะไปลงมือทำนั่นเอง เวลาเราไม่มีโค้ช เราอาจจะบอกว่า เราจะไปทำสิ่งนี้สิ่งนั้น เราจะมีวินัย แต่สุดท้าย เราก็ไม่มี แต่เมื่อมีโค้ช เราเสียเงินจ้างโค้ชแล้ว ทำให้เรามี commitment หรือความทุ่มเทที่จะจริงจัง มีวินัย และรับผิดชอบกับสิ่งที่เราต้องทำ เพื่อบรรลุเป้าหมายและความฝันของเรา

และส่วนตัวจากที่ได้โค้ชคนมามากมาย เชื่อว่า…การโค้ชช่วยให้คนเป็นคนที่ดียิ่งขึ้น ได้สะท้อนกับตัวเองถึงสิ่งที่เราบกพร่อง และสามารถพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้ เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดียิ่งขึ้น และสามารถส่งต่อสิ่งดีๆเหล่านี้ให้คนรอบตัวได้ การโค้ชช่วยลดความขัดแย้งระหว่างคน พัฒนาความสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ ทำให้รู้จักตัวเอง รู้ว่าควรพัฒนายังไง ช่วยดึงศักยภาพของเราและในหลายๆครั้ง ช่วยให้เราเป็นคนที่ดียิ่งขึ้น การโค้ชจึงเป็นหนึ่งอย่างที่ช่วยให้โลกใบนี้เป็นโลกที่ดียิ่งขึ้น …จะดีสักแค่ไหน ถ้าคนทุกคนในโลกนี้รู้จัก “การโค้ช”

– นิดา