6 ความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับเรื่องการโค้ช

b07

1. การโค้ชคือการพูดสร้างแรงบันดาลใจ ❌

การโค้ชไม่ใช่การพูดเพื่อกระตุ้นหรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับคน แต่เป็นกระบวนการฟัง สะท้อนกลับและถามคำถาม เพื่อให้ผู้ได้รับการโค้ชได้มองเห็นตัวเองและสถานการณ์ของตัวเองในมุมมองใหม่ๆ แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้เขาได้เห็นศักยภาพและความเป็นไปได้ต่างๆ ที่มากกว่าที่เขาเคยเชื่อว่าเขาทำได้ เพื่อที่จะนำไปสู่การคิด การลงมือทำ และนำไปสู่ผลลัพธ์ใหม่ๆ

2. การโค้ชคือการให้คำปรึกษาหรือการสอน ❌

การโค้ชไม่ใช่การให้คำปรึกษา หรือให้คำแนะนำใดๆทั้งสิ้น และไม่ใช่การสอนโดยเด็ดขาด โค้ชที่ขาดประสบการณ์หรือไม่ได้รับการฝึกอบรม หรือฝึกฝนอย่างไม่ถูกต้อง มักจะให้คำแนะนำกับผู้ได้รับการโค้ช แต่การโค้ชแบบมืออาชีพ (ดูหลักการของ International Coach Federation ได้ที่ coachfederation.org) คือการทำตามหลักปรัชญาการโค้ชที่เชื่อว่าลูกค้าคือผู้ที่รู้ดีที่สุดเกี่ยวกับชีวิตของเขาเอง ดังนั้นคนที่เป็นโค้ชมีเพียงหน้าที่ใช้กระบวนการโค้ชในการโค้ชให้ลูกค้าค้นหาคำตอบต่างๆให้กับตัวของเขาเอง โค้ชที่มีประสบการณ์เน้นในการใช้ทักษะการโค้ชเพื่อช่วยให้ลูกค้าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางรูปแบบความคิด มองเห็นโอกาสความเป็นไปได้ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายต่างๆที่ลูกค้าต้องการ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีคุณค่า กว่าคำแนะนำเป็นอย่างมาก ที่มีดราม่าบ่อยๆเกี่ยวกับเรื่องของไลฟ์โค้ช โดยมีคำพูดว่า “ไลฟ์โค้ช ชีวิตตัวเองดีแล้วหรือไง…ถึงมาสอนคนอื่นใช้ชีวิต” อันนี้ขอให้ทำความเข้าใจใหม่นะคะ ว่าไลฟ์โค้ชมืออาชีพ แม้เค้าอาจจะมีบทบาทอื่น เช่น บทบาท trainer แต่ในเวลาที่เข้าสู่โหมดของการโค้ช เขาจะไม่ได้สอน ไม่ได้สั่ง ไม่ได้ให้คำแนะนำใดๆกับลูกค้าเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเขาค่ะ 

3. การโค้ช มีไว้สำหรับคนที่มีปัญหา ❌

จากประสบการณ์ ประเด็นนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่พบเจอในองค์กรบางแห่ง เนื่องจาก HR หรือผู้บริหารส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า การโค้ช มีไว้สำหรับแก้ไข หรือปรับพฤติกรรมคนที่มีปัญหา แล้วจึงพยายามนำเรื่องของการโค้ชมาใช้แก้ “คนที่มีปัญหา” 

แม้ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว การโค้ช ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้บริการในองค์กรเพื่อแก้ไขปรับปรุงพนักงานที่มีผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน หรือมีพฤติกรรมที่สร้างปัญหาให้กับองค์กร แต่ในยุคนี้ การโค้ชถูกนำใช้กับพนักงานทุกคนและเน้นพนักงานที่มีศักยภาพด้วยซ้ำ ใครที่องค์กรจ้างโค้ชให้ ถือว่าเป็นพนักงานที่องค์กรต้องการที่จะสนับสนุนและช่วยให้ได้พัฒนาศักยภาพมากขึ้นๆไปอีก นอกจากนี้ผู้บริหารที่ถูกคัดเลือกไว้ว่าน่าจะได้ขึ้นแท่นผู้บริหารระดับสูงในอนาคตก็มักจะได้รับสิทธิ์พิเศษในการมีโค้ชส่วนตัว ดังนั้นในองค์กรชั้นนำ การมีโค้ชเป็นสิทธิประโยชน์ที่ผู้บริหารได้รับเพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างความรู้สึกเติมเต็มจากการทำงานในองค์กรนั้นๆ นอกจากนี้ การโค้ชยังเหมาะกับพนักงานทุกระดับ ไม่ใช่เฉพาะแต่ผู้บริหาร คนทุกคนล้วนได้รับประโยชน์จากการโค้ชทั้งนั้น

4. การจ้างโค้ชนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง ❌

ถึงแม้ว่าโค้ชเก่งๆระดับท็อปๆจะมีค่าจ้างที่ค่อนข้างสูง ตั้งแต่ชั่วโมงละ 8,000-35,000 แต่จริงๆแล้วมีโค้ชที่ให้บริการการโค้ชในราคาที่น้อยกว่านี้ เช่น โค้ชที่ certify เป็นโค้ช ICF ก็มักจะเริ่มต้นอยู่ที่ ชม. ละ 3,000 รวมทั้งบางคนก็ให้บริการการโค้ชเป็นกลุ่ม (group coaching) ซึ่งก็ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงไปได้อีก เหตุผลเดียวที่คนยอมจ่ายค่าจ้างโค้ชราคาสูงๆก็เพราะว่าโค้ชคนนั้นช่วยตอบโจทย์อะไรสักอย่างให้กับเขา และลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าแก่การจ่ายเงินจำนวนเท่านั้น ซึ่งโค้ชคนนั้นอาจจะสามารถใช้ทักษะการโค้ชได้ดีเยี่ยมจนสร้างผลลัพธ์คืนกลับมาหลายเท่าให้กับผู้ที่ได้รับการโค้ช นอกจากนี้การจ่ายเงินจ้างโค้ชก็เป็นความพึงพอใจของตัวลูกค้าที่ตัดสินใจจ้างเอง ไม่ต่างกับที่มีคนพอใจจะจ่ายค่าช่างแต่งหน้าท็อปๆ ราคาครั้งละ 20,000-60,000

5. คนที่เป็นโค้ชต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่ลูกค้ามาโค้ชด้วย ❌

เนื่องจากคนที่เป็นโค้ชมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ ใช้กระบวนการโค้ชในการโค้ชลูกค้า ดังนั้นคนที่เป็นโค้ช จึงไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญใดๆ เกี่ยวกับหัวข้อที่ลูกค้านำมาโค้ช ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการทำงาน ประเภทของธุรกิจที่ลูกค้าทำ การบริการคน สุขภาพ ความสำเร็จ 

แต่ในเชิงการตลาด บางครั้งโค้ชแต่ละท่าน อาจจะมีการใช้ประสบการณ์การทำงานของตัวเอง มาเป็นส่วนในการทำการตลาด เพื่อให้น่าเชื่อถือ และเจาะกลุ่มตลาดการโค้ชเฉพาะทาง เช่น Business Coach, Executive Coach แต่หากพูดถึงการโค้ชแล้ว… โค้ชไม่จำเป็นต้องรู้และมีคำตอบให้กับหัวข้อต่างๆที่ลูกค้านำมาโค้ชในแต่ละครั้ง เพราะว่าลูกค้าจะเป็นคนค้นหาคำตอบด้วยตัวเขาเอง ผ่านกระบวนการโค้ชค่ะ และอีกคำถามที่ได้ยินจากผู้ที่ได้มาเรียนหลักสูตร Relationship Coaching ด้วยก็คือ โสดแล้วจะเป็นโค้ชด้านความรักได้ไหม คำตอบคือ ได้สิ !! เราจะไปโค้ชลูกค้าเกี่ยวกับความรักของลูกค้า แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับตัวโค้ชล่ะว่ามีแฟนหรือไม่มีแฟน

ลองเปรียบเทียบกับโค้ชนักกีฬาดูก็ได้…นึกถึงโค้ชของ David Beckham สิ คุณคิดว่าเขาต้องเตะฟุตบอลเก่งเหมือน David ไหม แน่นอนว่าไม่ เพราะถ้าเก่งเท่า เขาคงไปเป็นนักฟุตบอลแล้ว คงไม่ไปเป็นโค้ชหรอก จริงไหม หรือโค้ชของประธานาธิบดี คุณคิดว่าเขาจะต้องปกครอบประเทศเป็นไหม หรือเคยเป็นประธานาธิบดีมาก่อนไหม แน่นอนว่าไม่ ! 

6. โค้ชจะทำความผิดพลาดในชีวิตไม่ได้ และโค้ชไม่มีปัญหาชีวิตใดๆ ❌

อันนี้เป็นความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลเลย เพราะว่า โค้ชก็คือมนุษย์ปกติ ที่มีความสุขได้ มีความทุกข์ได้ เป็นมนุษย์ที่ทำผิดได้ และก็มีการเรียนรู้เหมือนกันกับคนทั่วๆไป คนที่เป็นโค้ชไม่ได้ดีและเก่งไปกว่าคนอื่น 

โค้ชมืออาชีพแค่เป็นคนที่มีทักษะการโค้ชเท่านั้น โค้ชที่เก่งๆจริงๆแล้วก็จะมีโค้ชเป็นของตัวเองด้วย เพราะเขาเชื่อพลังแห่งการโค้ช จึงต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยการจ้างโค้ชเป็นของตัวเอง หรือเรียนรู้หลักสูตรเครื่องมือพัฒนาตัวเองเพิ่มอยู่เสมอๆ การพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เป็นหนึ่งในหลักสมรรถนะของการมี mindset แบบโค้ช 

และแน่นอนว่าโค้ชที่ดีและมีจรรยาบรรณ จะใช้หลักการโค้ชกับตัวเอง เขาย่อมสะท้อนการเรียนรู้กับตัวเองอยู่เสมอ ว่าจะสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างไรบ้าง จะเป็นคนที่ดียิ่งขึ้นได้อย่างไรในทุกๆวัน ดังนั้นหากมีการทำสิ่งที่ผิดพลาด คนที่เป็นโค้ชย่อมเรียนรู้ ปรับปรุง ยอมรับความผิดและขอโทษ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนความคิด พฤติกรรมของตัวเอง เพราะกระบวนการโค้ช เน้นให้เราเผชิญหน้ากับความจริงและแก้ไขมัน 

ดังนั้นโค้ชที่ดีย่อมสะท้อนกรอบความคิด นิสัย คุณความดี ออกมาทางคำพูดและพฤติกรรมให้คนได้เห็นอยู่เสมอๆ ในระยะยาว เราก็จะรับรู้ได้ว่า ใครคือโค้ช “ตัวจริง” และใครที่ไม่ใช่ตัวจริง โค้ช “ตัวจริง” ไม่ได้ถือตัว คิดว่าตัวเองอยู่เหนือใคร ไม่ได้คิดว่าตัวเองดีไปกว่าใคร และไม่ได้คิดว่าตัวเองสำคัญไปกว่าใคร

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และคลายข้อสงสัยหลายๆอย่างให้กับสังคมนะคะว่า อาชีพโค้ช เป็นยังไง ทำและไม่ทำอะไรบ้าง

– นิดา